ของขวัญสำหรับคนที่คุณรัก

ของขวัญสำหรับคนที่คุณรัก

 

 

         คนที่เรารัก และ คนที่รักเรา อาจจะจะอยู่ห่างไกลกัน ในหลายๆ เวลา เราเป็นห่วง เราคิดถึง เราอยากดูแล แต่ภาระงาน  ระยะทางที่ไกล ทำให้ได้แต่คิดถึง 

       หลายๆ ท่านที่เป็นลูกค้า น่ารักมากค่ะ มีการส่งวิตามิน เป็นของขวัญบ้าง เป็นตัวแทนความห่วงใยบ้าง LikeVitamin.net สามารถดำเนินการให้ลูกค้าได้ค่ะ บอกรายละเอียดใน inbox หรือ webbroad เราจะดำเนินการให้ตามที่ท่านขอค่ะ

      ขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจพวกเรา www.LikeVitamin.net นะคะ

VISTRA Beauty Fairy Gift Set เซตเทศกาลแห่งความสุข By Vistra

** ชุดของขวัญสุดพิเศษ ฉลองเทศกาลแห่งความสุข ต้อนรับทุกความปรารถนาที่คนพิเศษของคุณต้องการ… **

VISTRA ขอต้อนรับเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุข ด้วยชุดของขวัญที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อตอบโจทย์ทุกความปรารถนาของผิวด้วย VISTRA Beauty Fairy Gift Set ชุดของขวัญที่ได้รับการเลือกสรรมาแล้วว่าสามารถดูแลได้ทุกความปรารถนา เพื่อความงามที่เปล่งประกายพร้อมรับปีใหม่ อาทิเช่น

> VISTRA Acelora Cherry 1000 mg 45 tablets .
> VISTRA Gluta Complex 800 plus Rice Extract 30 tablets .
> VISTRA Marine Collagen TriPeptide 1,300 mg 30 tablets.
> Free VISTRA Coenzyme Q10 40 capsules.

ส่งมอบความสุขพร้อมความสดใสได้แล้ววันนี้ ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายยาทั่วประเทศ ราคา 1,690 บาท แต่ LikeVitamin เราเสนอราคาพิเศษเพียง XXXX คลิ๊กเลย >> http://bit.ly/1ghpFOD

ปล. พบกับรีวิวจากเรา เร็ว ๆ นี้ ^-^

LikeVitamin.net : Business Class

วันนี้ LikeVitamin.net ได้ทำการเพิ่มระดับความมั่นใจ ด้วยการเป็น Business Class  เพื่อยืนยันให้กับทุกท่านว่า  LikeVitamin.net เราต้องการทำธุรกิจวิตามิน อาหารเสริม ในระยะยาว และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ด้วยวิตามินอาหารเสริม ในราคาพิเศษ ปลอดภัย มี อย. รับรอง ลองแวะไปเยี่ยมพวกเราได้ มีสินค้า เช่น

อาหารเสริม vistra , วิตามินซี , เมก้าวีแคร์ , Blackmores ,Beta Curve และอื่น ๆ อีกมากมาย เชิญเยี่ยมชมเราได้ที่  LikeVitamin.net นะค่ะ

 

ประโยชน์ของวิตามินบี ตอนที่ 1

สรรพคุณวิตามินบี

กลุ่มวิตามินบี ประกอบด้วย

1. วิตามิน B1 คือ THIAMINE
2. วิตามิน B2 คือ RIBOFLAIN
3. วิตามิน B3 คือ NIACIN หรือ NICOTINIC ACID หรือ NIACINA MIDE
4. วิตามิน B5 คือ PANTOTHENIC ACID
5. วิตามิน B6 คือ PYRIDOXINE
6. วิตามิน B12 คือ CYANO COBALAMIN
7. วิตามิน B15 คือ PANGAMIC ACID

วิตามิน B1 (THIAMINE)

วิตามิน B1 มีมากในเมล็ดข้าวต่าง ๆ ที่ไม่ได้ขัดให้ขาว เช่น ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวแดง ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู ตับ ถั่ว รำข้าว และยีสต์ที่ตายแล้ว

อาการเมื่อขาดวิตามิน B1 เริ่มจาก

เบื่ออาหาร นอนหลับยาก ความคิดสับสน สมองมึนงง อารมณ์แปรปรวน หากขาดรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการทางการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน ชาตามปลายมือปลายเท้า รุนแรงมากขึ้นอาจเป็นอัมพาต และโรคหัวใจวายได้

ประโยชน์ของวิตามิน B1

1. ช่วยให้รู้สึกเจริญอาหาร
2. ช่วยให้สมองไม่มึนงงไม่สับสนมองโลกในแง่ดี มีความคิดอ่านดี ให้พลังงานแก่ประสาท และสมองและการสร้างสารอะเซททิลโคลีน
3. ช่วยให้ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อทำงานดีสัมพันธ์กัน
4. ช่วยรักษาโรคเหน็บชา
5. ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น
6. ช่วยให้ไม่เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ

สาเหตุที่ขาดวิตามิน B1

1. รับประทานอาหารที่มีวิตามิน B1 ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ หรือรับประทานอาหารที่ไม่ใช่ วิตามินB
2. รับประทาน อาหารคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ทำให้ร่างกายต้องใช้ วิตามิน B ไปมากในการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต จนร่างกายขาดวิตามิน B
3. การหุงต้มอาหาร ในความร้อนนานเกินไปทำให้ วิตามิน B ความร้อนทำลาย
4. ผู้สูงอายุ อาจจะมีการดูด ซึมวิตามิน B ไม่ดี
5. ผู้ที่ดื่มสุรา เป็นอาจิณ ทำให้วิตามิน B ถูกแอลกอฮอล์ทำลายหมด และวิตามิน B ดูดซึมเข้าไปไม่ได้

วิตามิน B2 (RIBOFLAVIN)

อาหารที่มีวิตามิน B2 พบในอาหารประเภท

- เครื่องใน เช่น ตับ ไต (เซี่ยงจี๊)
- น้ำนม และนมเปรี้ยว (โยเกิร์ต)
- ผักใบเขียว และ ปลา

ประโยชน์ ของวิตามิน B2

- ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก
- ช่วยให้ผมและเล็บ แข็งแรง และผิวหนังแข็งแรง
- ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคต้อกระจก
- ช่วยให้ระบบประสาท หู และตา ทำงานดี
- ช่วยให้ไม่เกิดโรคปากนกกระจอก และแผลในปากเปื่อย
- ช่วยไม่ให้เกิดแผลโคนลิ้น หรือลิ้นแตก

อาการของผู้ที่ขาดวิตามิน B2

- เกิดแผลแตกตรงมุมปากที่เรียกว่าแผลปากนกกระจอก
- เกิดแผลในเยื่อช่องปากที่เรียกว่า แผลปากเปื่อย ซึ่งอาจจะเกิดแผลที่ลิ้น และลิ้นจะแดงแตก
- เกิดตาระคายเคือง ขอบตาและหนังตาแห้งเป็นสะเก็ด ระคายเคือง
- ผิวหนังรอบ ๆ รูจมูก และหน้าผากจะแห้งตกสะเก็ด

วิตามิน B3 (NIACIN)

อาหารที่มีวิตามิน B3 เช่น

- ตับวัว, หัวใจวัว, ไตวัว
- เนื้อกระต่าย, ไก่งวง, ไก่เนื้อ
- ปลาทูน่า แป้งสาลี่ที่บดทั้งเมล็ด
- เมล็ดในดอกทานตะวัน, ถั่ว และยีสต์

อาการของผู้ที่ขาดวิตามิน B3

- เบื่ออาหารไม่ค่อยรู้รสอาหาร
- ลิ้นแห้ง
- ผิวหนังเป็นผื่นแดง ตกสะเก็ด เรียกว่าโรค PELLAGRA
- อารมณ์แปรปรวน หลงๆ ลืมๆ สับสน ตกใจง่าย บางคนประสาทหลอน จิตใจหดหู่
- บางคนจะมีความรู้สึก ท้องอืด ท้องอึดอัด
- บางคนเดินทรงตัวไม่ไหว

เดี๋ยวเรามารู้จักกับวิตามินบีตัวอื่น ๆ ในตอนที่ 2 นะคร้าบบบบ ^-^

ถนอมดวงตาอย่างไร ให้ใช้ได้ยาวนาน

ทุกคนย่อมอยากมีสายตาที่มองเห็นแจ่มชัดไปจนตลอดอายุขัย
แต่ด้วยความเสื่อมของร่างกายที่มาพร้อมกับวัยที่มากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลงสายตาเริ่มขุ่นมัวไปตามอายุ การดูแลสุขภาพตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพแข็งแรงและใช้งานได้อย่างปกตินานที่สุด ซึ่งการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาเริ่มตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยสูงอายุ ดังนี้

วัยเด็ก
- สำหรับเด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย และต้องอยู่ในตู้อบให้ออกซิเจน
จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อประเมินโรคเส้นเลือดเติบโตผิดปกติที่จอประสาทตา (Retinopathy of prematurity : ROP) ซึ่งหากเกิดขึ้นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัด ไม่เช่นนั้น อาจมีภาวะแทรกซ้อนจนถึงตาบอดได้
- เด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป ถ้าหากยังไม่มองหน้าแม่ หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คล้ายมองไม่เห็น ต้องได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์
- เด็กในวัยเข้าเรียน ที่ดูหนังสือหรือโทรทัศน์ใกล้มากผิดปกติ เอียงคอมอง หยีตามอง กระพริบตาบ่อย อาจมีปัญหาทางสายตาสั้น ยาว เอียง หรือสาเหตุอื่น สมควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์

วัยทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ
- ควรพักสายตาโดยมองไกลประมาณ 5 – 10 นาที ต่อการทำงานคอมพิวเตอร์ 1 ชั่วโมง
เพื่อลดการเพ่งของสายตาจะช่วยคลายการปวดเมื่อยล้าตาและอาการตาแห้งได้
- ด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ไม่ควรมีแสงสว่างมาก เพราะจะรบกวนการมองจอคอมพิวเตอร์
เช่น ไม่ควรวางจอคอมพิวเตอร์ของเราหันหลังให้กับหน้าต่าง
- ศีรษะของเราควรอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์เล็กน้อย จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองจอคอมพิวเตอร์
ซึ่งทำให้เมื่อยล้าได้ง่าย หรืออย่างน้อยไม่ควรอยู่ต่ำกว่าจอแสดงผล
- ถ้ามีอาการตาแห้ง เช่น แสบเคืองตา ให้กระพริบตาบ่อยขึ้นเพื่อกวาดน้ำตามาเคลือบผิวตา
หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะๆ ถ้ายังมีอาการมาก การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาจะช่วยบรรเทาอาการได้
- ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา อาจทำให้ปวดเมื่อยล้าตาง่าย เช่น คนสายตาเอียง หรือผู้ที่มีอายุ
มากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีปัญหาเวลามองใกล้ การใส่แว่นตาที่เหมาะสมจะช่วยแก้ปัญหาได้

วัยผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป
- ควรตรวจวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจหาต้อหิน โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหิน เพราะบางคนอาจเป็นต้อหินโดยไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษาเป็นเวลานานจะทำให้สายตาเสื่อมลงหรือบอดได้ และภาวะตาบอดจากต้อหินนั้นไม่สามารถรักษาให้สายตากลับมามองเห็นได้
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ควรตรวจจอประสาทตาเพื่อดูว่ามีเบาหวานขึ้นตาหรือไม่ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ที่สำคัญคือควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานขึ้นตาได้ดี
- ต้อกระจก พบได้ตั้งแต่อายุ 50 – 60 ปีขึ้นไป รักษาได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ทำให้การมองเห็นกลับมาใกล้เคียงหรือเหมือนปกติได้
- โรคจุดรับภาพเสื่อม ปัจจุบันมีการรักษาใหม่ๆ เช่น การฉีดยาชะลอการเกิดใหม่ของเส้นเลือด การตรวจพบโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้ดีกว่าเดิมมาก

ข้อควรปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพตาให้ดี
- หมั่นตรวจตาเป็นประจำโดยจักษุแพทย์ ในเด็กควรพบจักษุแพทย์อย่างน้อยในช่วง 3 – 5 ปีก่อนเข้าโรงเรียน และรับการตรวจเป็นประจำเมื่อมีปัญหาเรื่องสายตา ผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตาปีละ 1 ครั้ง ส่วนในผู้ที่มีความเสี่ยงเฉพาะโรคตา เช่น โรคเบาหวาน หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัว เช่น ต้อหิน จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาบ่อยขึ้นตามแพทย์นัด

- หาอาหารบำรุงสายตาหรือวิตามินบำรุงสายตา โดยเลือกสารสกัดจากลูทีน บิลเบอรี่สกัด
- สวมแว่นกันแดดเป็นประจำเมื่อออกแดด หรือต้องใช้สายตาในที่มีแสงมาก เพื่อป้องกันโรคต้อเนื้อ ต้อกระจก จอรับภาพเสื่อม
- สวมแว่นป้องกันการกระแทกที่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น ช่างเชื่อมโลหะ ช่างไม้ ผู้เล่นกีฬา

 สนใจวิตามินบำรุงสายตาเพิ่มเติม ดูรายละเอียด >>

ที่มาข้อมูล vcharkarn.com

วิตามินซี (Vitamin C) ประโยชน์ของวิตามินซี | วิตามินเพื่อสุขภาพ

วิตามินซี

วิตามินซี

วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ โดยทั่วปแล้วตัว์ส่วนใหญ่จะสามารถสังเคราะห์วิตามินซีเองได้ แต่สำหรับมนุษย์นั้นต้องได้รับจากการรับประทานอาหารจำพวกผลไม้เท่านั้น หรืออาจได้รับจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ได้เช่นกัน โดยวิตามินซีมีหน้าที่สำคัญนั้นก็คือเป็นตัวช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดที่ประสิทธิภาพสูงมาก และมีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างคอลลาเจนใต้ผิวเพื่อช่วยซ่อมเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย ซึ่งวิตามินซีนั้นจะใช้หน่วยวัดเป็นมิลลิกรัมเพื่อบอกปริมาณ (mg. หรือ มก.)

วิตามินซีนั้นมีขนาดที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวันอย่างเป็นทางการอยู่ที่ประมาณ 60 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงให้นมบุตรนั้นจะต้องการมากกว่านั้นนั่นก็คือประมาณ 70-100 มิลลิกรัมต่อวัน ข้อเท็จจริงที่คุณควรจะทราบไว้ก็คือ ร่างกายอาจสูญเสียวิตามินซีประมาณ 24-100 มิลลิกรัมไปอย่างรวดเร็วหากคุณสูบบุหรี่หนึ่งมวน ซึ่งกลุ่มคนหล่านี้รวมไปถึงผู้สูงอายุด้วยก็ควรที่จะได้รับวิตามินซีเพิ่มมากขึ้นกว่าปริมาณที่แนะนำ และที่สำคัญวิตามินซีจะถูกใช้ไปหมดยังรวดเร็วเมื่อคุณอยู่ในสภาวะเครียด มีผลทำให้คุณแก่เร็วนั่นเอง

หากร่างกายคุณได้รับวิตามินซีไม่เพียงพออาจจะเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน ดังนั้นควรรับประทานอย่าให้ขาดสำหรับแหล่งของวิตามินซีที่พบได้ทั่วไปนั้นหลักๆก็คือ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผักใบเขียว แคนตาลูป มัรฝรั่ง มะเขือเทศ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เป็นต้น หรือจะเป็นในรูปของอาหารเสริมก็ได้เช่นกัน ซึ่งจะมีปริมาณตั้งแต่ 100-1,000 มิลลิกรัม แต่ถ้าเป็นในรูปของผงชงละลายน้ำปริมาณก็จากจะมากกว่านี้เช่นประมาณ 5,000 มิลลิกรัม แต่แนะนำให้รับประทานวันละประมาณ 500-4,000 มิลลิกรัม ไม่ควรจะรับประทานมากกว่าเพราะหากมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดนิ่วได้ และยังมีอาการอื่นๆเพิ่มเติมอย่างเช่น อาการท้องร่วง ปัสสาวะบ่อย ผิวหนังมีผดผื่นขึ้นเป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินซี นั้นก็ได้แก่ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่และริ้วรอยแห่งวัย หากคุณรับประทานเป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้ผิวคุณนุ่มลื่นเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติๆ และยังมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ดีในระดับหนึ่ง และช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียชนิดต่างๆ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันป้องกันไข้หวัด ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เป็นต้น

 

ว่าที่คุณแม่ท้อง…ต้องทานแคลเซียมกันนะ

 

         ว่าที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายโปรดทราบ วิตามินสำหรับคนท้องถ้ากินแคลเซียมในยามท้องไม่เพียงพอล่ะก็ แคลเซียมสำคัญนะ เพราะแคลเซียมทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในกระดูก ปกติร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับ จากการบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับแคลเซียมอย่างพอเพียง นอกจากแคลเซียมจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก ฟัน และเนื้อเยื่อต่างๆ ยังช่วยทำให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ เช่น ระบบของกล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบเหล่านี้ต้องอาศัยแคลเซียมทั้งนั้นเลยนะคะ ยิ่งตอนนี้แคลเซียมถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ เช่น ป้องกันโรคกระดูกพรุน โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ช่วยลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาทคลายตัว ยังช่วยให้นอนหลับได้ง่ายค่ะ แม่ท้องกับแคลเซียมตัวอย่างเช่น Mega Calciam D , Vistra Calplex  แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณแม่ที่ตั้งท้องอยู่จำเป็นต้องได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้น แคลเซียมที่รับประทานเข้าไปนั้น จะไปช่วยพัฒนาโครงสร้าง ร่างกายของทารกในครรภ์ และก็เป็นความจำเป็นอีกเช่นกัน ที่แม่ท้องจะต้องทานแคลเซียมให้เพียงพอ เพราะหากขาดแคลเซียมแล้วจะเกิดอาการกล้ามเนื้อปวดเกร็งในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย หรือที่เรียกว่าตะคริวกินนั่นเอง โดยจะเป็นบริเวณน่องและจะเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือเดินมาก ทั้งนี้เป็นเพราะขาดแคลเซียม มีการศึกษาเพิ่มเติมอีกด้วยค่ะว่าแม่ตั้งครรภ์เป็นตะคริวมากถึงร้อยละ 26.8 และส่วนใหญ่เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 25 สัปดาห์ และอาการดีขึ้นหาก ได้รับการเสริมแคลเซียม สรุปได้ว่าแคลเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นยิ่งต่อแม่ท้อง เพราะนอกจากจะช่วยให้พัฒนาการเติบโตของทารกในครรภ์เป็นปกติแล้ว ยังมีส่วนช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูกคุณแม่ และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกระดูกหรือโรคกระดูกพรุน ในภายหลังได้ด้วย อาหารสร้างแคลเซียม

ขอบคุณที่แวะมาอ่านบทความค่ะ

ขอขอบคุณ :  LikeVitamin